Text Size

โรคไข้เลือดออก

สาเหตุ

เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสโดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งยุงลายเพศเมียจะเป็นตัวที่คอยกัดคนเพื่อดูดเลือดเป็นอาหารสำหรับระยะเวลาในการฟักตัวในยุงนั้นจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 8-12 วันและเมื่อยุงตัวนั้นไปกัดคนอื่นก็จะทำการปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัดเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนผ่านระยะเวลาในการฟักตัวนานถึง 5-8 วัน ผู้ป่วยก็จะมีอาการของโรคแสดงออกมา

อาการ

เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อเป็นเวลา 5-8 วันก็จะปรากฏอาการของโรคอย่างชัดเจนออกมา จากนั้นจะมีอาการที่รุนแรงแตกต่างกันออกไป ในเบื้องต้นจะมีอาการคล้ายกับเป็นไข้และมีอาการรุนแรงมากขึ้นจนอาจถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้ 

การป้องกันไข้เลือดออก

  1. แจ้งสาธารณสุขในเขตพื้นที่มาทำการฉีดยากันยุง
  2. ห้ามให้ผู้ป่วยที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านโดนยุงกัดในระยะเวลา 5 วันแรก เพราะระยะนี้ผู้ป่วยจะยังมีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกหลงเหลืออยู่ ซึ่งหากโดนยุงกัดอาจทำให้แพร่กระจายสู่คนในบ้านได้
  3. ทำการกำจัดลูกน้ำยุงลายรอบบริเวณบ้านถ่ายถ้วยน้ำรองขาโต๊ะหรือน้ำในแจกัน
  4. ติดมุ้งลวด หรืออย่างน้อยควรกางมุ้งเวลานอน
  5. ทายากันยุงป้องกันยุงกัด

การรักษา    

ในขณะนี้ยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถต่อต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออกได้ แพทย์จะให้การรักษาโดยรักษาไปตามอาการในแบบประคับประคองไปก่อนเท่านั้นแต่ทั้งนี้ก็จะเกิดผลดีได้ หากสามารถทำการวินิจฉัย พบโรคได้ตั้งแต่เกิดขึ้นในระยะแรกๆ 

"3 เก็บ" สำหรับหน้าฝน ป้องกันไข้เลือดออก

  1. เก็บบ้าน ให้สะอาดปลอดโปร่ง อยู่ตลอดเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งซุกซ่อนตัวของยุงลาย ซึ่งมักอยู่ตามมุมอับ หรือกองเสื้อผ้า
  2. เก็บขยะ เศษสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจจะกลายเป็นแหล่งน้ำขังที่ทำให้ยุงลายมาวางไข่ได้ ซึ่งรู้หรือไม่ว่า ในวงจรชีวิตของยุงลายตัวเมียอยู่ได้นานถึง 6 สัปดาห์ 1 ตัวสามารถวางไข่ได้ถึง 5รอบ ใน 1 รอบ ก็สามารถวางไข่ได้มากถึง 100 ฟอง และฟักออกมาเป็นลูกน้ำยุงลายได้ภายใน 2-3 วัน
  3. เก็บน้ำ คือปิดฝาภาชนะบรรจุน้ำให้มิดชิด ถ้าไม่ใช้แล้วก็ต้องทำความสะอาด ขัดถูก่อนทุกครั้ง เพราะถ้าคว่ำให้แห้งอย่างเดียวไข่ยุงลายยังสามารถติดทน และอยู่ได้นานเป็นปี ๆ แม้ไม่มีน้ำอยู่เลย ถ้าวันหนึ่งมีน้ำท่วมถึง หรือเข้าหน้าฝนไข่ใบนั้นก็พร้อมฟักตัวอีกครั้ง

      เมื่อดูแลบ้านแล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเอง โดยป้องกันอย่าให้ยุงกัด หากมีไข้ตาลอย ๆ 2 วันแล้วไข้ยังไม่ลดต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่าซื้อยากินเอง โดยเฉพาะยากลุ่มเอ็นเสด และแอสไพริน และห้ามไปฉีดยา ที่คลินิกโดยที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างชัดเจน หากเป็นไข้เลือดออกจริงจะรักษายาก

      "เวลาฉีดยาทั้งที่เราป่วยเป็นไข้เลือดออก จะทำให้มีเลือดออกที่กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดยาเข้าไป ทำให้รักษายาก ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องเตือนกันจริง ๆ เนื่องจาก 2 ใน 3 ของจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกปีนี้เป็นผู้ใหญ่ ที่รับการวินิจฉัยช้า ไปซื้อยากินเอง"