ความรู้เรื่องไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก อันตรายจริงหรือ ?

ในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกอย่างหนัก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา มีการรณรงค์ให้ช่วยกันป้องกันการแพร่กระจายของโรค โดยการกำจัดลูกน้ำยุงลาย หรือไม่ให้มีน้ำขังในบริเวณบ้าน เป็นต้น แต่เรารู้กันบ้างมั้ยว่า โรคไข้เลือดออกนี้ถ้าเราเป็นแล้วจะเป็นอย่างไร อันตรายแค่ไหน จะมีวิธีสังเกตเบื้องต้นยังไง เรามาทำความรู้จักกับโรคไข้เลือดออกกันดีกว่า

โรคไข้เลือดออกเกิดจาก เชื้อไวรัสที่มีชื่อเรียกว่า “เด็งกี่ไวรัส” (Dengue virus) มีพาหะนำโรคที่เรารู้จักกันดี คือ ยุงลาย และโรคนี้จะพบได้บ่อยในประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บ้านเรามีโรคไข้เลือดออก และยิ่งช่วงนี้อากาศก็ร้อนขึ้นกว่าสมัยก่อน ทำให้ยุงลายแพร่พันธ์ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การแพร่กระจายโรคนี้สูงตามไปด้วย คนที่เป็นโรคไข้เลือดออกนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มตามลักษณะความรุนแรงของโรค เริ่มจาก กลุ่มแรก ไม่แสดงอาการใด ๆ เลย (Asymptomatic) กลุ่มที่สอง มีลักษณะคล้ายไข้หวัดธรรมดา (Undifferentiated fever) กลุ่มที่สามเรียกว่าไข้เด็งกี่ (Dengue fever) และกลุ่มสุดท้ายเรียกว่า ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever) โดยในกลุ่มสุดท้ายยังสามารถแบ่งตามระดับความรุนแรงที่มากขึ้น ซึ่งมีทั้งหมด 4 ระดับ คือ ไข้เลือดออกเกรด 1 ถึง เกรด 4 โดยในระดับเกรด 3 และ 4 เราสามารถเรียกรวมกันว่า dengue shock syndrome ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรงที่สุด ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เพราะฉะนั้นอันตรายของโรคนี้ คือ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เมื่อเราติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เข้าไปแล้ว จะมีอาการแสดงออกมาเป็นแบบใด ดังนั้นเราจึงควรที่จะรู้ถึงลักษณะอาการเบื้องต้นที่บ่งบอกถึงสัญญาณอันตรายของโรคนี้ เพื่อที่จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ในที่นี้เราจะพูดถึงอาการแสดงของโรคนี้ เฉพาะใน 2 กลุ่มสุดท้ายที่ควรเฝ้าระวังคือ ไข้เด็งกี่ และ ไข้เลือดออก เริ่มจากเมื่อเราโดนยุงกัด และได้รับเชื้อไวรัสเข้ามาในร่างกายแล้ว ในช่วง 3-7 วันแรกจะยังไม่มีอาการใด ๆ ปรากฏให้เห็น หลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการออกมาให้เห็น เช่น มีไข้สูง ไอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งเราก็จะแยกจากโรคอื่นที่มีลักษณะอาการคล้าย ๆ กันได้ยาก เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น แต่ก็จะมีอาการ หรือการทดสอบบางอย่างอาจจะแยกจากโรคอื่นได้ เช่น อาการปวดกระบอกตา เกิดจุดเลือดออก (Petechiae) หรือผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย หรือการทดสอบความเปราะของเส้นเลือดฝอย (Tourniquet test) เป็นต้น จากอาการที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าเป็นในกลุ่มของไข้เด็งกี่ อาการของคนไข้ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับจนกระทั่งหายเป็นปกติ แต่ในกลุ่มของไข้เลือดออกนั้น อาการจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น กล่าวคือ ในกลุ่มของไข้เลือดออกนั้น เราจะแบ่งระยะของโรคออกเป็น 3 ระยะ คือ ช่วงแรกเรียกว่า ช่วงมีไข้ (febrile phase) จะมีลักษณะอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ช่วงที่สองเรียกว่า ช่วงวิกฤติ (critical phase) และช่วงสุดท้ายคือ ช่วงฟื้นตัว (convalescent phase)  โดยในช่วงที่สองหรือช่วงวิกฤตินั้น จะเรียกว่าช่วงระหว่างความเป็นความตายก็ไม่ผิดนัก เพราะว่าคนไข้จะเริ่มเข้าสู่ช่วงนี้เมื่อคนไข้มีอาการไข้ลงสู่ภาวะปกติ ถ้าไม่สังเกตจะดูเหมือนว่าหายแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วคนไข้กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติของโรคอยู่ ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ มาจาก ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia) และภาวะของเหลวไหลออกนอกหลอดเลือดได้ง่าย (increased vascular permeability) จากสาเหตุดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดอาการได้หลายระดับขึ้นความรุนแรงของของโรค ตั้งแต่ มีเลือดออกจากเยื่อบุต่าง ๆ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นต้น หรืออาจจะพบของเหลวในช่องปอดได้ และในกลุ่มที่มีความรุนแรงมากขึ้นก็อาจจะมีอาการช็อคเกิดขึ้นได้ สังเกตได้จาก ชีพจรเต้นอ่อนลง แต่ถี่ขึ้น ภาวะความดันต่ำ ผิวหนังเย็น และไม่รู้สึกตัว บางรายอาจจับชีพจร และวัดความดันไม่ได้เลย และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ถ้าได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเหมาะสมและทันเวลา อาการของคนไข้ก็จะผ่านช่วงนี้ไปได้ และจะเข้าสู่ช่วงที่สามคือ ช่วงฟื้นตัวของคนไข้ ซึ่งอาการต่าง ๆ จะทุเลาลง และดีขึ้นเป็นลำดับ ในบางรายอาจมีผื่นแดง (maculopapular rash) ขึ้นตามร่างกายได้ บ่งบอกถึงการฟื้นตัวของคนไข้ หลังจากนั้นคนไข้ก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าเรารู้จักสังเกตอาการของโรคให้ดี โดยเฉพาะช่วงที่ไข้กำลังลดลง ถ้าเริ่มมีอาการผิดปกติ ควรรีบนำคนไข้ส่งโรงพยาบาลเพื่อที่จะสามารถรักษาได้ทันเวลา แต่ทางที่ดีและง่ายกว่านั้น เราควรที่จะป้องกันคนในครอบครัวไม่ให้เป็นโรคนี้จะดีที่สุด

ตรวจสอบและให้คำแนะนำในการเขียน โดย : พญ.มาลิดา พรพัฒน์กุล
อาจารย์ประจำ
ภาควิชาพยาธิวิทยาคลินิก
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

บทความโดย  : ดร.ศิริจันทร์  ชุณหกาญจน์
อาจารย์ประจำ
ภาควิชาพยาธิวิทยาคลินิก
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ขอบคุณ คลิปนี้มาจาก Marut Wanthong (www.youtube.com/watch?v=fdNcEy3LGoI)

Leave a Reply